TMS การรักษาและฟื้นฟูสมองด้วคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

TMS คืออะไร

TMS ย่อมาจาก Transcranial Magnetic Stimulation หรือ “การกระตุ้นสมองผ่านกะโหลกศีรษะด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” เป็นวิธีการกระตุ้นการทำงานของสมองจากภายนอก โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจาะ ไม่ต้องวางยาสลบ และผู้ป่วยรู้สึกตัวดีตลอดการรักษา
เครื่อง TMS มีลักษณะเป็นขดลวด (coil) รูปเลขแปด วางแนบบนหนังศีรษะตรงตำแหน่งสมองที่ต้องการรักษา เมื่อเปิดเครื่อง ขดลวดจะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นจังหวะ คลื่นนี้ผ่านกะโหลกศีรษะเข้าไปกระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองชั้นนอกได้โดยตรง

TMS ทำงานอย่างไร

หลักการของ TMS อาศัยกฎทางฟิสิกส์เดียวกับเครื่อง MRI ที่หลายคนคุ้นเคย นั่นคือสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ในเนื้อเยื่อได้ เมื่อกระแสนี้เกิดขึ้นในสมอง มันจะไปกระตุ้นหรือปรับสมดุลการทำงานของวงจรประสาทบริเวณนั้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลของ TMS ขึ้นอยู่กับ “ความถี่” ของการกระตุ้น เปรียบเหมือนการปรับระดับเสียง:

  • ความถี่สูง (ตั้งแต่ 5 ครั้งต่อวินาทีขึ้นไป) มักช่วย “เพิ่ม” การทำงานของสมองส่วนที่ทำงานน้อยเกินไป
  • ความถี่ต่ำ (ประมาณ 1 ครั้งต่อวินาที) มักช่วย “ลด” การทำงานของสมองส่วนที่ทำงานมากเกินไป
  • รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Theta Burst Stimulation (TBS) เลียนแบบจังหวะธรรมชาติของคลื่นสมอง ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อครั้ง

ผลในระยะยาวเชื่อว่าเกิดจากการที่สมองมีความสามารถในการ “ปรับตัวและสร้างวงจรใหม่” ที่เรียกว่า neuroplasticity ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานของการเรียนรู้และการฟื้นฟูของสมอง TMS จึงไม่ใช่แค่การกระตุ้นชั่วคราว แต่เป็นการช่วยให้สมองค่อย ๆ ปรับการทำงานให้กลับเข้าสู่สมดุล

ขั้นตอนการรักษาจริงเป็นอย่างไร

หลายคนกังวลว่าการกระตุ้นสมองจะน่ากลัวหรือเจ็บ ความจริงแล้วขั้นตอนค่อนข้างเรียบง่าย

  • ผู้ป่วยนั่งบนเก้าอี้ที่ปรับเอนได้ รู้สึกตัวดีตลอด ไม่ต้องดมยาหรือฉีดยาสลบ
  • ครั้งแรกแพทย์จะวัดระดับการตอบสนองของสมองแต่ละคน (motor threshold) เพื่อปรับความแรงให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล
  • แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 40 นาที ขึ้นอยู่กับรูปแบบการกระตุ้นและโรค
  • ระหว่างทำจะรู้สึกเหมือนมีการเคาะเบา ๆ ที่หนังศีรษะ และอาจได้ยินเสียงคลิกตามจังหวะ
  • เมื่อเสร็จแล้วสามารถกลับบ้าน ขับรถ หรือทำงานต่อได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้น

โดยทั่วไปการรักษาเต็มคอร์สใช้ประมาณ 10 ถึง 36 ครั้ง ทำต่อเนื่องหลายสัปดาห์ จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย

ผลข้างเคียง

TMS จัดเป็นการรักษาที่มีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายเองได้ เช่น

  • รู้สึกตึงหรือไม่สบายบริเวณหนังศีรษะระหว่างทำ
  • ปวดศีรษะเล็กน้อยหลังทำ ซึ่งมักดีขึ้นเองหรือกินยาแก้ปวดทั่วไปได้

ผลข้างเคียงร้ายแรงที่สุดที่ต้องระวังคือการชัก แต่พบได้น้อยมาก (น้อยกว่า 1 ในหมื่นครั้งของการรักษา) และมักเกิดในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้ว

ผู้ที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับการรักษา ได้แก่ ผู้ที่มีโลหะหรืออุปกรณ์ฝังในศีรษะ (เช่น คลิปหนีบหลอดเลือด ประสาทหูเทียม) ผู้ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจบางชนิด ผู้ที่มีประวัติชัก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีประวัติโรคทางสมองอื่น ๆ แพทย์จะประเมินความเหมาะสมและความปลอดภัยเป็นรายบุคคล

ใครเหมาะกับการรักษาด้วย TMS

TMS เป็นทางเลือกที่น่าพิจารณาสำหรับ:

  • ผู้ป่วยซึมเศร้าที่ใช้ยาอย่างเหมาะสมแล้วไม่ได้ผล หรือทนผลข้างเคียงของยาไม่ได้
  • ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงหรือลดการใช้ยา เช่น หญิงให้นมบุตร หรือผู้ที่กังวลเรื่องปฏิกิริยาระหว่างยา
  • ผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรังที่ใช้ยาป้องกันแล้วไม่ได้ผลดีพอ
  • ผู้ป่วยพาร์กินสันหรือโรคทางระบบประสาทที่ต้องการการรักษาเสริมเพื่อคุณภาพชีวิต
  • ผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงฟื้นฟูหลังโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งด้านการเคลื่อนไหว การพูด และภาวะซึมเศร้าหลังสโตรก โดยทำควบคู่กับกายภาพบำบัด

อย่างไรก็ตาม TMS ไม่ใช่การรักษาที่เหมาะกับทุกคน และไม่ได้ทดแทนการรักษาหลัก การประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางก่อนเริ่มจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้

คำถามที่พบบ่อย

Q : ทำ TMS แล้วเจ็บไหม

A : ส่วนใหญ่ไม่เจ็บ รู้สึกเหมือนมีการเคาะเบา ๆ ที่ศีรษะ บางคนอาจรู้สึกตึงเล็กน้อยในช่วงแรก ซึ่งมักปรับตัวได้

Q: เห็นผลเมื่อไร

A : ผลการตอบสนองแตกต่างกันในแต่ละบุคคลและแต่ละโรค บางรายเริ่มรู้สึกเปลี่ยนแปลงหลังทำไปหลายครั้ง การรักษามักต้องทำครบคอร์สจึงประเมินผลได้ชัด ไม่สามารถรับประกันผลล่วงหน้าได้

Q : TMS ทดแทนยาได้เลยไหม

A : ในหลายโรค TMS ใช้เป็นการรักษา “เสริม” ร่วมกับการรักษาหลัก การปรับหรือหยุดยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

Q : ทำแล้วความจำเสื่อมหรือสมองเสียหายไหม

A : ไม่มีหลักฐานว่า TMS ทำให้ความจำเสื่อมหรือสมองเสียหาย ต่างจากความเข้าใจผิดที่มักสับสนกับการรักษาด้วยไฟฟ้าแบบเก่า TMS ไม่ทำให้หมดสติและไม่ต้องวางยาสลบ

แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ

  • Lefaucheur JP, et al. Evidence-based guidelines on the therapeutic use of repetitive transcranial magnetic stimulation (rTMS): an update (2014–2018). Clinical Neurophysiology. 2020;131(2):474–528. [เอกสารแนวทางมาตรฐานระดับนานาชาติ]
  • Yuan H, et al. International Headache Society evidence-based guidelines on the use of non-invasive neuromodulation devices for the acute and preventive treatment of migraine. Cephalalgia. 2025.
  • Khattak M, et al. Efficacy of repetitive transcranial magnetic stimulation in Parkinson’s disease: an updated systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Annals of Medicine and Surgery. 2025.
  • Hou M, et al. Intermittent theta-burst stimulation for depressive symptoms in Parkinson disease: a randomized clinical trial. JAMA Network Open. 2026.
  • Nazzi C, et al. Transcranial magnetic stimulation in multiple sclerosis: targeting symptoms through neuroplasticity. Multiple Sclerosis Journal. 2026.
  • Su D, et al. Repetitive transcranial magnetic stimulation for treatment of limb spasticity following multiple sclerosis: a systematic review and meta-analysis. 2023.
  • Azzopardi S, et al. Expectations and tolerance of transcranial magnetic stimulation in patients with functional neurological disorder. Neurophysiologie Clinique. 2026.
  • Keser Z, et al. Neuromodulation for post-stroke motor recovery: a narrative review of invasive and non-invasive tools. Current Neurology and Neuroscience Reports. 2023.

นพ.สหรัฐ อังศุมาศ (ว.39183)

อายุรแพทย์ระบบประสาทและสมอง

บทความทางการแพทย์
แพ็กเกจและโปรโมชั่น

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน

ตั้งค่าคุกกี้