ไวรัสตับอักเสบ อี รู้ทันสัญญาณเตือนก่อนเสี่ยงตับวาย

ไวรัสตับอักเสบ อี

รู้ทันสัญญาณเตือนก่อนเสี่ยงตับวาย

liver virus E.jpg

           ไวรัสตับอักเสบ อี (Hepatitis E Virus หรือ HEV) เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อ ในคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง ร่างกายมักจะสามารถกำจัดเชื้อและหายได้เอง แต่สำหรับบางกลุ่มโดยเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โรคนี้อาจมีความรุนแรงจนนำไปสู่ ภาวะตับวายและอันตรายถึงชีวิตได้


อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ อี

  • สัปดาห์แรก มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย
  • ตัวเหลืองตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม แล้วค่อยๆ ดีขึ้น ในระยะเวลาเกิน 1 เดือน 

           โดยทั่วไป หากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และกำจัดเชื้อออกไปเองได้ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน และโอกาสหายขาดได้เกือบ 100%


กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง

           แม้ว่าโรคไวรัสตับอักเสบ อี ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะสามารถหายเองได้ แต่ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสามารถสูงถึงเกือบ 50% ได้แก่

  1. สตรีมีครรภ์ ที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 3
  2. ผู้สูงอายุ เนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลงตามวัย
  3. ผู้ป่วยโรคตับแข็ง
  4. ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  5. ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสออกเองได้ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเรื้อรัง ต้องได้รับการรักษาอย่างใกล้ชิด

            ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลและการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังภาวะตับวาย 


แหล่งปนเปื้อนเชื้อ และอาหารที่ต้องระวัง

          อาหารชนิดที่เชื้อมักปนเปื้อน ได้แก่ พวก หมู หมูป่า หอยเชลล์ หรืออาหารอื่นๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งมักอยู่ในแหล่งที่มีการระบาดของโรค มักอยู่ในประเทศที่ระบบสาธารณสุข และสุขาภิบาลยังไม่ดี เช่น อินเดีย แอฟริกา เม็กซิโก เนปาล  จีนบางพื่นที่  หากต้องเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้จะต้องระมัดระวังอาหารการกินโดยเฉพาะเนื้อหมู หมูป่า เนื้อกวาง และอาหารที่ไม่สุกต่างๆ


วิธีการป้องกันและฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบ อี

           ความน่ากลัวของเชื้อไวรัสตับอักเสบ อี คือ เชื้อจะยังคงสามารถแบ่งตัวและเจริญเติบโตได้หากได้รับความร้อนต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส ดังนั้น การป้องกันจึงต้องทำอย่างถูกวิธี ดังนี้

  • ปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนสูง: การประกอบอาหารต้องใช้ความร้อนอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ขึ้นไป เป็นเวลาอย่างน้อย 1–5 นาที จึงจะสามารถทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบ อี ได้อย่างสมบูรณ์
  • การฆ่าเชื้อในน้ำดื่ม: หากใช้น้ำประปาหรือน้ำดื่มที่ต้องระวังการปนเปื้อน ควรมีการผสมคลอรีนให้มีค่า คลอรีนอิสระตกค้าง (Residual Chlorine) อยู่ที่ 0.3 – 0.6 mg/L และตั้งทิ้งไว้อย่างน้อย 30 นาที ก่อนนำมาใช้หรือบริโภค


แนวทางการรักษาและวัคซีนป้องกัน

            การรักษาในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับผู้ติดเชื้อทั่วไป การรักษาจึงเน้นไปที่การรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เช่น ให้ยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ พักผ่อนให้เพียงพอ และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน ส่วนกลุ่มผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีการติดเชื้อเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเฉพาะทาง


สถานการณ์วัคซีนป้องกัน

  • ในประเทศไทยปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ อี ให้บริการ
  • ในต่างประเทศ มีการศึกษาและอนุมัติใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ อี ในบางประเทศเท่านั้น เช่น จีน, ปากีสถาน และเยอรมนี ตัวอย่างเช่น วัคซีนชนิด HEV 239 (Hecolin®) อย่างไรก็ตาม วัคซีนดังกล่าวยังอยู่ในช่วงการศึกษาและยังไม่สามารถป้องกันได้ครอบคลุมทุกสายพันธุ์ (Genotype) ของเชื้อไวรัส

          การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ อี ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน คือการใส่ใจในสุขอนามัยการกิน “ยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เลี่ยงการรับประทานเนื้อหมู หมูป่า หอย หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ปรุงดิบหรือสุกๆ ดิบๆ และเลือกระหว่างน้ำดื่มที่สะอาดบริสุทธิ์ หากท่านหรือคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มีอาการสงสัย ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการดูแลทันที



References 
-Iqbal H et al. Hepatitis E infection: A review. World J Virol. 2023 Dec 25;12(5):262-271 

-Songtanin B et al. Hepatitis E Virus Infections: Epidemiology, Genetic Diversity, and Clinical Considerations. Viruses. 2023 Jun 17;15(6):1389. 

-Centers for Disease Control and Prevention | CDC (.gov) 

-World Health Organization (WHO) https://www.who.int

Author Profile

นพ.ปุณภณ วรานพหิรัญ

นพ.ปุณภณ วรานพหิรัญ

แผนกอายุรกรรมระบบทางเดินอาหารและตับ

PatRangsit Hospital

Share this article

Other recommended articles

แผนกส่องกล้องทางเดินอาหาร
คู่มือเตรียมพร้อมก่อนส่องกล้องทางเดินอาหาร
คู่มือเตรียมพร้อมก่อนส่องกล้องทางเดินอาหารโรคระบบทางเดินอาหารและมะเร็งลำไส้ เป็นโรคที่มักแฝงตัวมาอย่างเงียบๆ หลายครั้งไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การตรวจคัดกรองตั้งแต่เริ่มต้น เป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันและหาสาเหตุของโรคได้อย่างทันท่วงทีการส่องกล้องทางเดินอาหาร เป็นวิธีทางการแพทย์ที่ช่วยในการวินิจฉัยสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือการส่องกล้องกระเพาะอาหาร เป็นการตรวจดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น เพื่อหาสาเหตุอาการของโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน ปวดท้องเรื้อรัง เป็นต้นส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจเพื่อหาความผิดปกติของผนังลำไส้ จากอาการท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือดการเตรียมตัวก่อนการส่องกล้องก่อนเข้ารับการตรวจส่องกล้องทางเดินอาหาร จำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมตัวตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง ดังนี้7 วันก่อนตรวจ ให้งดยาละลายลิ่มเลือด และงดยาต้านการแข็งตัวของเลือด ตามที่แพทย์แนะนำ3 วันก่อนตรวจ แนะนำให้งดรับประทานผัก ผลไม้ทุกชนิด และธัญพืช ซึ่งอาหารที่สามารถรับประทานได้คือ อาหารที่ย่อยง่าย ข้าวสวย ข้าวต้ม ไข่ ปลา เต้าหู้2 วันก่อนตรวจ งดรับประทานผัก ผลไม้ทุกชนิด ธัญพืช ให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้น โจ๊ก ไข่ ปลา เต้าหู เป็นต้น1 วันก่อนตรวจ แนะนำให้รับประทานเฉพาะอาหารเหลว เช่น ซุปใส งดรับประทานผัก ผลไม้ทุกชนิด รวมไปถึงอาหารและน้ำที่มีสีแดงหรือดำก่อนเข้ารับการส่องกล้อง งดอาหารและเครื่องดื่ม 6-8 ชั่วโมง สามารถรับประทานยารักษาโรคความดันโลหิตได้ ยกเว้น ยารักษาโรคเบาหวานการเตรียมลำไส้สำหรับการส่องกล้องการเตรียมลำไส้ที่ดี มีผลต่อประสิทธิภาพในการส่องกล้องหากเตรียมลำไส้ให้สะอาด แพทย์จะมองเห็นลำไส้ได้อย่างชัดเจน หารอยโรค หรือตัดติ่งเนื้อเล็กๆ ได้อย่างแม่นยำ ในทางกลับกันหากมีกากอาหารหรืออุจจาระตกค้าง จะบดบังการมองเห็นและลดประสิทธิภาพในการตรวจลงความพร้อมจากสีอุจจาระเหมาะสมพร้อมส่องกล้อง สีอุจจาระจะมีลักษณะสีส้มใส่ หรือ สีเหลืองใส ไม่มีตะกอนไม่เหมาะสม ยังไม่พร้อมส่องกล้อง อุจจาระเป็นสีเหลืองเข้ม หรือ สีน้ำตาลเข้ม มีตะกอนมาก ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่หรือแพทย์ความผิดปกติ ที่ควรกลับมาพบแแพทย์    เนื่องจากการส่องกล้องเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะไม่พึงประสงค์ แนะนำให้ผู้ป่วยและญาติสังเกจอาการที่ควรกลับมาพบแพทย์ เช่น มีอาการปวดท้องรุนแรง มีเลือดออกที่ทางเดินอาหารปริมาณมาก ร่วมกับอาการหน้ามืดเวียนศ๊รษะผู้ที่ควรได้รับการตรวจอายุมากกว่า 45 ปี โดยไม่มีอาการมีประวัติคนในครอบครัวสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายเป็นก้อนเล็กลงมีภาวะซีดโดยไม่ทราบสาเหตุเคยคลำได้ก้อนที่ทวารหรือทางหน้าท้องการส่องกล้องทางเดินอาหารไม่ใช่เรื่องน่ากลัว การเตรียมตัวอย่างถูกต้องตามขึ้นตอน เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้แพทย์ตรวจพบรอยโรคได้อย่างถูกต้อง หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เริ่มต้น
นพ.ปุณภณ วรานพหิรัญ
Read details
แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ
ปวดเข่าเรื้อรัง สัญญาณเตือนข้อเข่าเสื่อม
ปวดเข่าเรื้อรัง สัญญาณเตือนข้อเข่าเสื่อม            อาการปวดเข่า เวลาตื่นเช้าจะมีความรู้สึกปวดเข่า ตึงเข่า ขยับยาก หรือเวลาเดินขึ้น-ลงบันได แล้วมีเสียงกรอบแกรบบริเวณข้อ พฤติกรรมเหล่านี้อาจไม่ใช่อาการเมื่อยล้าปกติ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “ภาวะข้อเข่าเสื่อมไ หรือ “โรคเข่าเสื่อม” ที่กำลังรบกวนในการใช้ชีวิตประจำวันโรคเข่าเสื่อม คืออะไร           ภาวะข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) คือ ความเสื่อมสภาพของข้อเข่าที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular Cartilage) ส่งผลให้โครงสร้างภายในข้อเข่าเกิดการสึกหรอ นอกจากนี้ยังทำให้คุณภาพและปริมาณของ “น้ำไขข้อ” ลดลง ทำให้ประสิทธิภาพในการลดแรงกระแทกและคุณสมบัติการหล่อลื่นตามธรรมชาติลดน้อยลง โรคนี้พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือใช้งานข้อเข่าหนักก็มีความเสี่ยงเช่นกันอาการเตือนภาวะข้อเข่าเสื่อมปวดข้อเข่าเวลารับน้ำหนัก มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าขณะอยู่ในท่างอเข่า ขณะที่มีการลงน้ำหนักที่เข่า ในลักษณะยืนนิ่งขณะเดินหรือขณะลงบันไดข้อเข่าตึงขยับยาก รู้สึกว่าข้อเข่าตึงหรือขยับเข่า งอเหยียดได้ยาก (Morning stiffnes) พบบ่อยในตอนเช้าหรือหลังตื่นนอน โดยมีอาการไม่นานเกิน 30 นาทีมีเสียงกรอบแกรบในข้อ รู้สึกหรือได้ยินเสียงครืดคราดภายในข้อเข่าขณะเคลื่อนไหวข้อเข่าบวมโต เข่าดูมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจมีอาการปวดร่วมด้วยการดูแลตนเองพื้นฐานในโรคข้อเข่าเสื่อมหลีกเลี่ยงการนั่งหรือทำกิจรรมบนพื้น เช่น การนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิหากจำเป็นควรมีเก้าอี้นั่งหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเดินนาน วิ่งยกของหนักหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องมีการกระแทก กดทับข้อเข่า หรือกระโดด เปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายภายในน้ำ เช่น แอโรบิกในน้ำ วิ่ง เดินเร็วบนน้ำ หรือปั่นจักรยานแทนหมั่นออกกำลังกาย บริหารเอ็นและกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน เพื่อชะลอการเสียดสี เสื่อม และสึกหรอของโครงสร้างข้อเข่าควบคุมน้ำหนักตัวเพื่อลดการกดทับของข้อเข่าประคบร้อนและประคบเย็นที่ข้อเข่า เวลาที่มีอาการปวดได้ ไม่แนะนำให้นวด บีบเค้นในบริเวณที่ปวดการประคบร้อนหรือเย็น ให้พิจารณาปฎิบัติดังนี้ประคบร้อนเมื่อกล้ามเนื้อตึงเกร็งหรือต้องการให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อทำก่อน หรือ หลังกายบริหาร 15-20 นาที/ครั้งประคบเย็นเมื่อมีอาการอักเสบเพิ่มขึ้นทราบได้จากการปวดเพิ่ม ผิวแดง ข้อเข่าร้อนวูบวาบทำหลังกายบริหารเมื่อปวดเพิ่ม 10-15 นาที/ครั้ง           เมื่อประคบเย็นเสร็จ หากตึงมากขึ้น ผู้ป่วยสามารถประคบอุ่นต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผิวหายเย็นควรรับประทานยาที่แพทย์จ่ายร่วมด้วยเมื่อมีอาการปวดมากขึ้น           ภาวะข้อเข่าเสื่อม แม้จะไม่สามารถรักษาให้หายได้แต่สามารถชะลอความเสื่อม และบรรเทาอาการได้ ด้วยการปรับพฤติกรรม ปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาลดอาการปวดอย่างเหมาะสมเมื่อมีอาการ เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ
นพ.สลักธรรม โตจิราการ
Read details
แผนกผิวหนัง
รู้จัก Ulthera นวัตกรรมยกระชับผิว ทำงานอย่างไร?
รู้จัก Ulthera นวัตกรรมยกระชับผิว ทำงานอย่างไร?                เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น โครงสร้างผิวจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะการสูญเสียความยืดหยุ่น ความแน่นฟู และความกระชับ ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนในชั้นใต้ไขมัน หรือเรียกว่าชั้น SMAS                 ในปัจจุบัน มีนวัตกรรมการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัดที่ได้รับความนิยม คือ Ulthera เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติUlthera คืออะไร?                 Ulthera เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวที่ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวน์ความถี่สูงแบบเจาะจง ส่งผ่านพลังงานจำนวนมากตรงเข้าสู่ผิวหนังในชั้น SMAS ชั้นผิวระดับลึก พร้อมหน้าจอแสดงภาพชั้นผิวแบบเรียลไทม์ขณะทำ ช่วยในการยกกระชับผิว ลดริ้วรอย โดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องพักฟื้นการทำงานของเครื่อง Ulthera               Ulthera จะปล่อยพลังงานลงลึกใต้ชั้นผิวเป็นจุดความร้อนขนาดเล็ก โดยไม่ทำลายผิวชั้นนอก และเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนระดับ 60-70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่มีความเหมาะสมในการกระตุ้นการหดตัวของเนื้อเยื่อและการสร้างคอลลาเจนใหม่ เครื่อง Ulthera สามารถส่งพลังงานลงลึกได้ 3 ระดับ เพื่อดูแลปัญหาผิวในชั้นที่แตกต่างกัน ดังนี้ระดับ 4.5 มิลลิเมตร ส่งพลังงานถึงชั้นฐานรองรับโครงสร้างใบหน้า SMAS ช่วยให้เนื้อเยื่อเกิดการหดตัว และยกกระชับบริเวณกรอบหน้าระดับ 3.0 มิลลิเมตร ชั้นไขมันใต้ผิว กระตุ้นกระบวนการการสร้างคอลลาเจนระดับ 1.5 มิลลิเมตร ลงลึกชั้นหนังแท้ส่วนบน ช่วยดูแลปัญหาริ้วรอยตื้นๆ และปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนสม่ำเสมอUlthera เจ็บไหม? มีผลข้างเคียงอะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนทำ               การทำ Ulthera หัตถการที่ช่วยในการดูแลผิวจากการใช้พลังงานคลื่นเสียงโดยไม่ต้องผ่าตัด มีข้อควรรู้และอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้ความรู้สึกขณะทำ อาจมีความรู้สึกอุ่นๆ หรือจี๊ดๆ บริเวณใกล้ชั้นกระดูก เช่น โหนกแก้ม หรือกรอบหน้ารอยแดงชั่วคราว อาจมีรอยแดงเล็กน้อยหลังทำ ซึ่งจะค่อย ๆ หายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมงอาการบวมตึง บางรายมีอาการบวมตึงบริเวณใบหน้า ช่วงกรอบหน้าหรือแก้ม จะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือประมาณ 1 สัปดาห์ข้อแนะนำก่อนเข้ารับบริการควรแจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว และประวัติการแพ้ยา ให้แพทย์ได้ทราบก่อนเสมอผู้ที่มีแผลเปิด ติดเชื้อบริเวณใบหน้า มีการใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือโลหะในร่างกาย ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียดก่อนเข้ารับบริการ              Ulthera ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลยกกระชับผิวหน้า ด้วยกลไกพลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงลงลึก กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ปัญหาผิวเฉพาะบุคคล และการประเมินของแพทย์ ก่อนเข้ารับการรักษาควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
พญ.ดารวรรณ สววิบูลย์
Read details